| พรรคเพื่อไทย | |
พรรคเพื่อไทย (ย่อว่า: พท.) จดทะเบียนจัดตั้ง เมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2550 โดยมี นายบัณจงศักดิ์ วงศ์รัตนวรรณ เป็นหัวหน้าพรรคคนแรก และ นายโอฬาร กิจเลิศไพโรจน์ เป็นเลขาธิการพรรคคนแรก
สำนักงานใหญ่ของพรรค ตั้งอยู่ที่ 1770 อาคารไอเอฟซีที ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร รหัสไปรษณีย์ 10310 ซึ่งเป็นที่ทำการเดิมของพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชน (ย้ายมาจากอาคารนวสร ถนนพระรามที่ 3 แขวงบางคอแหลม เขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร และ 626 อาคาร บีบีดี บิลดิง ซอยจินดาถวิล ถนนพระรามที่ 4 แขวงมหาพฤฒาราม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร 10500) และสำนักงานสาขาพรรคแห่งแรก ตั้งอยู่ที่จังหวัดพิจิตร ซึ่งเป็นสาขาพรรคพลังประชาชนเดิม
ประวัติ
ยุค ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช เป็นหัวหน้าพรรค
ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคนัดพิเศษ เมื่อวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2551 มีมติให้ ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช เป็นหัวหน้าพรรค นางสาวสุณีย์ เหลืองวิจิตร เป็นเลขาธิการพรรค นายศักดา นพสิทธิ์ เป็นโฆษกพรรค และ นายนิรันดร์ นาเมืองรักษ์ เป็นผู้อำนวยการพรรคต่อมา เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน ปีเดียวกัน ดร.สุชาติได้ลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรค โดยให้เหตุผลว่า ขณะนี้ บุคคลที่มีประสบการณ์ทางการเมืองจำนวนมาก ได้เข้ามาสมัครเป็นสมาชิกพรรค ตนจึงต้องการเปิดโอกาสให้ผู้ที่เหมาะสม เข้ารับตำแหน่งต่อไป นอกจากนี้ ตนก็ยังเป็นสมาชิกพรรคอยู่ ส่วนจะรับตำแหน่งอื่นภายในพรรคหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเพื่อนสมาชิก
บทบาทในรัฐสภา
การสนับสนุน พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก เป็นนายกรัฐมนตรี
- ดูบทความหลักที่ การลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีในประเทศไทย ธันวาคม พ.ศ. 2551
การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ที่ประชุมได้เสนอชื่อบุคคลที่เหมาะสม เพื่อให้สมาชิกลงมติเลือก จำนวน 2 คน โดย นายบัญญัติ บรรทัดฐาน ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ เสนอชื่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส.ส.สัดส่วน กลุ่มจังหวัดที่ 6 หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ นายเสนาะ เทียนทอง ส.ส.สัดส่วน กลุ่มจังหวัดที่ 5 และหัวหน้าพรรคประชาราช เสนอชื่อ พลตำรวจเอก ประชา พรหมนอก ส.ส.สัดส่วน กลุ่มจังหวัดที่ 3 ว่าที่หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน เป็นนายกรัฐมนตรี โดยนายอภิสิทธิ์ได้รับเลือกด้วยคะแนนเสียง 235 เสียง ขณะที่ พล.ต.อ.ประชา ได้รับคะแนน 198 เสียง และ งดออกเสียง 3 เสียง โดย พล.ต.อ.ประชา ลงมติสนับสนุนตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรี เช่นเดียวกับ พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร หัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ลงมติสวนมติพรรคสนับสนุน พล.ต.อ.ประชา ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ งดออกเสียง ภายหลังการลงมติ พล.ต.อ.ประชา เดินเข้ามาจับมือนายอภิสิทธิ์แสดงความยินดีด้วย[12]
การเลือกตั้ง
การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.
- ดูบทความหลักที่ การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2552
การเลือกตั้งซ่อม 29 ที่นั่งทั่วประเทศ
นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เปิดเผยผลการเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างไม่เป็นทางการ 29 คน ใน 22 จังหวัด 26 เขตเลือกตั้ง พบว่าพรรคร่วมรัฐบาลสามารถกวาดที่นั่ง ส.ส.ได้เพิ่มอีก 20 เขต ขณะที่พรรคฝ่ายค้านได้ไปเพียง 9 เขต ทั้งนี้ ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ได้รับเลือก 7 คน, พรรคชาติไทยพัฒนาได้รับเลือก 10 คน, พรรคเพื่อไทยได้รับเลือก 5 คน, พรรคประชาราชได้รับเลือก 4 คน และพรรคเพื่อแผ่นดินได้รับเลือก 3 คน[16]ส.ส.ของพรรคที่ได้รับการเลือกตั้ง
| ลำดับ | รายนาม | เขตเลือกตั้ง | คะแนน |
|---|---|---|---|
| 1 | ปิยะรัช หมื่นแสน | จังหวัดร้อยเอ็ด เขต 2 | 116,241 คะแนน |
| 2 | สุริยา พรหมดี | จังหวัดนครพนม เขต 1 | 48,083 คะแนน |
| 3 | ขจิตร ชัยนิคม | จังหวัดมหาสารคาม เขต 1 | 83,251 คะแนน |
| 4 | เกียรติอุดม เมนะสวัสดิ์ | จังหวัดอุดรธานี เขต 2 | 86,763 คะแนน |
| 5 | สมโภช สายเทพ | จังหวัดลำปาง เขต 1 | 109,546 คะแนน |
การเลือกตั้งซ่อมที่จังหวัดสกลนครและศรีสะเกษ
จังหวัดสกลนคร
นางอนุรักษ์ บุญศล พรรคเพื่อไทย ได้ 103,277 คะแนน เอาชนะนายพิทักษ์ จันทรศรี พรรคภูมิใจไทย ได้ 47,300 คะแนนจังหวัดศรีสะเกษ
นายสุรชาติ ชาญประดิษฐ์ พรรคเพื่อไทย ได้ 124,327 คะแนน เอาชนะนางสกุลทิพย์ อังคสกุลเกียรติ พรรคชาติไทยพัฒนา ได้ 76,435 คะแนนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ครม.อภิสิทธิ์ 1
หัวหน้าพรรค
| ลำดับ | รูป | รายนาม | เริ่มวาระ | สิ้นสุดวาระ | ตำแหน่งสำคัญ |
| 1 | บัณจงศักดิ์ วงศ์รัตนวรรณ | 20 กันยายน พ.ศ. 2550 | 20 กันยายน พ.ศ. 2551 | ||
| 2 | ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช (8 สิงหาคม พ.ศ. 2495 — ) | 21 กันยายน พ.ศ. 2551 | 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 | • อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง • อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง | |
| 3 | ยงยุทธ วิชัยดิษฐ (15 กรกฎาคม พ.ศ. 2485 — ) | 7 ธันวาคม พ.ศ. 2551 | ปัจจุบัน | • อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย • อดีตอธิบดีกรมที่ดิน • อดีตประธานกรรมการการไฟฟ้านครหลวง • อดีตประธานกรรมการการประปานครหลวง • อดีตประธานกรรมการตรวจสอบของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล |
เลขาธิการพรรค
| ลำดับ | รูป | รายนาม | เริ่มวาระ | สิ้นสุดวาระ | ตำแหน่งสำคัญ |
| 1 | โอฬาร กิจเลิศไพโรจน์ | 20 กันยายน พ.ศ. 2550 | 20 กันยายน พ.ศ. 2551 | ||
| 2 (1,2) | สุณีย์ เหลืองวิจิตร (27 สิงหาคม พ.ศ. 2502 — ) | 21 กันยายน พ.ศ. 2551 | 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 | ||
| 7 ธันวาคม พ.ศ. 2551 | 14 กันยายน พ.ศ. 2553 | ||||
| 3 | สุพล ฟองงาม (5 กรกฎาคม พ.ศ. 2505 — ) | 15 กันยายน พ.ศ. 2553 | 20 เมษายน พ.ศ. 2554 | • อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี • อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย | |
| 4 | จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ (15 สิงหาคม พ.ศ. 2489 — ) | 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 | ปัจจุบัน | • อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรมและกระทรวงแรงงาน • อดีตรองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ |
คณะกรรมการบริหารพรรค
ชุดที่ 4 (15 กันยายน พ.ศ. 2553 - ปัจจุบัน)
| ลำดับ | รายนาม | ตำแหน่ง |
|---|---|---|
| 1 | ยงยุทธ วิชัยดิษฐ | หัวหน้าพรรค |
| 2 | พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก | รองหัวหน้าพรรค |
| 3 | ปลอดประสพ สุรัสวดี | รองหัวหน้าพรรค |
| 4 | ประยุทธ์ ศิริพาณิชย์ | รองหัวหน้าพรรค (ลาออก เม.ย. 2554) |
| 5 | กิติศักดิ์ หัตถสงเคราะห์ | รองหัวหน้าพรรค (ลาออก เม.ย. 2554) |
| 6 | พล.ท.มะ โพธิ์งาม | รองหัวหน้าพรรค |
| 7 | วิชาญ มีนชัยนันท์ | รองหัวหน้าพรรค (ลาออก เม.ย. 2554) |
| 8 | สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล | รองหัวหน้าพรรค (ลาออก เม.ย. 2554) |
| 9 | ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย | รองหัวหน้าพรรค (ลาออก เม.ย. 2554) |
| 10 | วิทยา บุรณศิริ | รองหัวหน้าพรรค (ลาออก เม.ย. 2554) |
| 11 | สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ | รองหัวหน้าพรรค (ลาออก เม.ย. 2554) |
| 12 | พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ | รองหัวหน้าพรรค (ลาออก เม.ย. 2554) |
| 13 | จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ | รองหัวหน้าพรรค |
| 14 | คณวัฒน์ วศินสังวร | รองหัวหน้าพรรค (ลาออก เม.ย. 2554) |
| 15 | พงศกร อรรณนพพร | รองหัวหน้าพรรค (ลาออก เม.ย. 2554) |
| 16 | สุพล ฟองงาม | เลขาธิการพรรค (ลาออก เม.ย. 2554) |
| 17 | ชวลิต วิชยสุทธิ์ | รองเลขาธิการพรรค (ลาออก เม.ย. 2554) |
| 18 | ทวีศักดิ์ อนรรฆพันธ์ | เหรัญญิกพรรค (ลาออก เม.ย. 2554) |
| 19 | พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ | โฆษกพรรค |
| 20 | วัฒนา เตียงกูล | นายทะเบียนพรรค (ลาออก เม.ย. 2554) |
| 21 | วรวีร์ มะกูดี | กรรมการบริหารพรรค |
สัญลักษณ์ของพรรค
เครื่องหมายพรรคมีคำอธิบายว่า "การรู้รักสามัคคีและรวมกันเป็นพลังอันหนึ่งอันเดียวกันของคนในชาติ" ขณะที่ภาพเครื่องหมายพรรค ภายใต้รูปสัญลักษณ์เป็นตัวอักษรไทย "พ" สีขาวบนพื้นสีน้ำเงินกับแดง ล้อมด้วยกรอบสี่เหลี่ยมเส้นสีน้ำเงินและแดง โดยตัว "พ" สีขาว หมายถึง การรู้รักสามัคคีและรวมกันเป็นพลังอันหนึ่งอันเดียวกันของคนในชาติ สีน้ำเงินกับสีแดง (พื้น) หมายถึง ความมุ่งมั่นรวมเอาคนไทยจากทุกภาคส่วนมาระดมสติปัญญา[ต้องการอ้างอิง]การออกแบบสัญลักษณ์พรรคเพื่อไทยแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อย่างชัดเจนกับสัญลักษณ์ของพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชน ด้วยการใช้สีของธงไตรรงค์ และอักษร "พ" ที่คล้ายกับสัญลักษณ์พรรคพลังประชาชน และอักษร "ท" ในสัญลักษณ์พรรคไทยรักไทย ทั้งนี้เพื่อสื่อสารให้กับผู้ชมทราบว่าพรรคเพื่อไทยเป็นการสืบทอดเจตนารมณ์ของพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชน[ต้องการอ้างอิง]
การลาออกของสมาชิกคนสำคัญ
ในวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2554 พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ซึ่งมีตำแหน่งเป็นประธานที่ปรึกษาพรรคได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งและสมาชิกพรรค หลังจากมีข่าวคราวเกี่ยวกับเรื่องนี้มาพอสมควร ซึ่งคนใกล้ชิดของ พล.อ.ชวลิต กล่าวว่าสาเหตุเนื่องจาก พล.อ.ชวลิตไม่พอใจในบทบาทที่สมาชิกพรรคบางคนที่เป็นแกนนำของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ได้ขึ้นเวทีปราศรัยและพาดพิงไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ทำให้ทางกองทัพเกิดปฏิกิริยาตอบกลับในเรื่องนี้ทันทีซึ่งหลังจากการลาออกของ พล.อ.ชวลิตแล้ว ก็ได้มีสมาชิกพรรคอีกหลายคนได้ทยอยลาออกตามมาหรือสละตำแหน่งกรรมการบริหารพรรค อาทิ พล.อ.จิรเดช คชรัตน์ อดีตรองผู้บัญชาการทหารบกหรือ นายสุพล ฟองงาม เลขาธิการพรรคที่ได้ลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรคพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน
| พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน | |
| ผู้นำ | วรรณรัตน์ ชาญนุกูล |
|---|---|
| ประธานที่ปรึกษา | สุวัจน์ ลิปตพัลลภ |
| เลขาธิการ | ประเชิญ ติยะปัญจนิตย์ (รักษาการ) |
| โฆษก | เทพสิทธิ์ ประวาหะนาวิน |
| นโยบาย | หันหน้าเข้าหากัน สร้างประเทศไทย รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย พลังไทยสร้างชาติ 1. สังคมมั่นคง ประชาชนมั่งคั่ง เศรษฐกิจยั่งยืน 2. สุขภาพดีทั่วไทย กีฬาสร้างชาติ ประชาชนมีคุณภาพ ขยายระบบสวัสดิการสังคม 3. เกษตรกรไยต้องรวย ค่าแรงดีมีงานทำ สร้างเถ่าแก่เงินล้าน เชื่อมสัมพันธ์การค้าไทยสู่ตลาดโลก 4. ทุกทิศทุกทางเดินทางทั่วถึง ตรึงราคาแก๊ส-น้ำมัน เพิ่มรายได้การท่องเที่ยว เพิ่มเงินอุดหนุนท้องถิ่น |
| คำขวัญ | ประชาสมคิด เพื่อชีวิตสมหวัง |
| ก่อตั้ง | 3 ตุลาคม พ.ศ. 2550 |
| สำนักงานใหญ่ | 514/1 ถ.หลานหลวง สี่แยกมหานาค ดุสิต กทม |
ในวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2550 ที่ทำการพรรคได้มีมติให้ พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค มี นายเกษมสันต์ วีระกุล เป็นรองหัวหน้าพรรค และมีนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เป็นเลขาธิการพรรค
ต่อมาในวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2551 พลเอก เชษฐา ฐานะจาโร หัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ได้ยื่นใบลาออกจากการเป็นกรรมการบริหารพรรค และหัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา รวมถึงการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) สัดส่วน หลังจากที่ได้เลือก พลตำรวจเอก ประชา พรหมนอก หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งขัดกับมติของพรรคที่ให้เลือกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยเจ้าตัวยอมรับว่ารู้สึกไม่สบายใจ ที่มีความเห็นต่างจากพรรค แต่เห็นว่าบ้านเมืองขณะนี้แบ่งเป็น 2 ฝ่าย จึงอยากให้คนกลางเข้ามาบริหารประเทศ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของบ้านเมืองเป็นหลัก และเชื่อว่ารัฐบาลคงจะบริหารงานลำบาก แต่ก็ขอให้ ส.ส. ทำหน้าที่โดยยึดหลักของกฎหมาย[2]
ในวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2553 พรรครวมใจไทยชาติพัฒนาได้เปลี่ยนชื่อพรรคเป็น "รวมชาติพัฒนา" พร้อมกับเปลี่ยนสัญลักษณ์พรรคใหม่ด้วยเป็นรูปรูปหัวช้างจรดปลายงวงช้าง ที่เป็นสัญลักษณ์คู่บ้านเมือง ประกอบขึ้นด้วยแถบสีธงไตรรงค์ ปลายงวงบรรจบด้วยรูปวงกลมสีทอง หมายถึงสุวรรณภูมิอันเป็นศูนย์รวมของชาติไทย[3]
- การเลือกตั้ง พ.ศ. 2550
ต่อมาในในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2551 พรรครวมชาติพัฒนา ได้ร่วมสนับสนุนให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยพรรคฯ ยังได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีในตำแหน่งเดิมอีกด้วย
การเลือกตั้ง พ.ศ. 2554
ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2554 พรรครวมชาติพัฒนา และพรรคเพื่อแผ่นดิน ได้ประกาศรวมตัวกันโดยใช้ชื่อพรรคใหม่ว่า "พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน" โดยหลังจากมีการยุบสภาแล้ว สมาชิกของพรรคเพื่อแผ่นดิน ได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรครวมชาติพัฒนา และดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อพรรคต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง[4] ในด้านของนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เลขาธิการพรรค พร้อมด้วยนายวินัย ภัทรประสิทธิ์ และนายแพทย์ไกร ดาบธรรม ได้ย้ายไปร่วมกิจกรรมทางการเมืองกับพรรคชาติไทยพัฒนาพรรคประชาธิปไตยใหม่
พรรคประชากรไทย
พรรคประชากรไทย (อังกฤษ: Thai Citizen Party - TCP, ย่อว่า: ปชท.) เป็นพรรคการเมืองในประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2525[1] ณ บริเวณสนามชัยข้างพระบรมมหาราชวัง โดยมีนายสมัคร สุนทรเวชเป็นหัวหน้าพรรค เพื่อการเลือกตั้งในวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2522โดยผลการเลือกตั้งในครั้งนั้นพรรคประชากรไทยได้รับเลือกตั้ง 29 ที่นั่ง จากจำนวน 32 ที่นั่งในกรุงเทพมหานคร และอีก 3 ที่นั่งในต่างจังหวัด
ต่อมาเมื่อพรรคประชากรไทยได้จดทะเบียนเป็นพรรคการเมืองตามกฎหมายแล้ว เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2525 จึงได้ส่งข้อมูลสมาชิกและการดำเนินกิจการของพรรคให้กับกระทรวงมหาดไทย ในฐานะที่เป็นนายทะเบียนพรรคการเมือง จนกระทั่งเมื่อเกิดมีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 พรรคจึงได้จัดส่งข้อมูลการดำเนินกิจการของพรรคให้กับกกต.โดยตรงในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองตามกฎหมาย และกระทรวงมหาดไทยจะได้จัดส่งข้อมูลเดิมที่มีอยู่ให้กับคณะกรรมการการเลือกตั้งต่อไป
พรรคประชากรไทย จัดเป็นพรรคการเมืองขนาดเล็ก มีฐานเสียงที่สำคัญอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยมีบุคคลสำคัญอันเป็นเสมือนเอกลักษณ์ของพรรค คือ นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรค แต่หลังจากปี พ.ศ. 2540 แล้ว พรรคประชากรไทยมีบทบาทการเมืองในระดับประเทศลดลง อีกทั้งมีสมาชิกพรรคจำนวน 12 คน หันไปให้การสนับสนุนนายชวน หลีกภัย ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในสมัยที่ 2 ด้วย ซึ่งขัดต่อความเห็นของนายสมัคร หัวหน้าพรรค ซึ่งเรียกกันว่า "กลุ่มงูเห่า" ในปี พ.ศ. 2543 นายสมัคร ได้ลงรับสมัครเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครก็ไม่ได้ลงสมัครในนามของพรรค
พรรคประชากรไทย ได้ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งปี พ.ศ. 2548 และปี พ.ศ. 2549 แต่ไม่ได้รับการเลือกตั้งเลยแม้สักที่นั่งเดียว
ปัจจุบัน มีหัวหน้าพรรค คือ นายสุมิตร สุนทรเวช น้องชายของนายสมัคร ที่ทำการพรรคตั้งอยู่ที่ ถนนศรีวรา แขวงวังทองหลาง เขตบางกะปิ กทม.
พรรครักประเทศไทย
| พรรครักประเทศไทย | |
| ผู้นำ | ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ |
|---|---|
| เลขาธิการ | ชัยวัฒน์ ไกรฤกษ์ |
| โฆษก | วินัย ตั้งใจ |
| นโยบาย | เมื่อทุกพรรคต้องการเป็นรัฐบาลเพื่อให้ได้เข้าไปบริหารประเทศ ได้สัมปทานประเทศไทย ผลประโยชน์มหาศาลนี้ ต้องมีคนตรวจสอบ ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น เกิดมาทุกยุค ทุกสมัย ทุกรัฐบาล พรรครักประเทศไทยขอเสนอตัวเป็นฝ่ายค้านเพื่อตรวจสอบการทำงาน ติดตามนโยบายต่างๆ ที่บรรดานักการเมืองให้คำมั่นสัญญาเมื่อได้เข้าไปบริหารประเทศ ประชาชนและประเทศชาติจะได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง[1] |
| ก่อตั้ง | 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 |
| สำนักงานใหญ่ | 188 แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพ |
คณะกรรมการบริหารพรรค
พรรครักประเทศไทย มีคณะกรรมการบริหารพรรค จำนวน 8 คน ได้แก่
- ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรค
- สุรพนธ์ เวชกร รองหัวหน้าพรรค
- ชัยวัฒน์ ไกรฤกษ์ เลขาธิการพรรค
- สมเพชร แต่งงาม รองเลขาธิการพรรค
- วุฒิชัย จันเกษม เหรัญญิกพรรค
- วินัย ตั้งใจ โฆษกพรรค
- วรเศรษฐ์ เที่ยงธรรม นายทะเบียนสมาชิกพรรค
- นิรันดร์ ศรีรุ่งเรือง กรรมการบริหารพรรค
การเลือกตั้ง
การเลือกตั้งในวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 พรรครักประเทศไทยถูกเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 12 พฤษภาคม ปีเดียวกัน โดยนายชูวิทย์ผู้เป็นหัวหน้าพรรค มีเป้าจะส่งผู้สมัครในระบบบัญชีรายชื่อแค่ 10 คน โดยไม่ส่งผู้สมัครลงแบบเขต เพราะต้องการให้คนไทยทั้งประเทศเลือกพรรค โดยมีเข้าไปเป็นฝ่ายค้านตรวจสอบทุจริตคอร์รัปชั่นของรัฐบาลพรรคพลังชล
พรรคพลังชล เป็นพรรคการเมืองในประเทศไทยที่ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2554 นำโดยสนธยา คุณปลื้ม อดีตรัฐมนตรี และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดชลบุรีหลายสมัย[2] พร้อมด้วยอดีต ส.ส.กลุ่มชลบุรี ซึ่งแต่เดิมสมาชิกในกลุ่มชลบุรี สังกัดพรรคภูมิใจไทยพรรคพลังชล มีรองศาสตราจารย์ เชาว์ มณีวงษ์ เป็นหัวหน้าพรรค และนายปิลันธน์ดิลก จิตรธรรม เป็นเลขาธิการพรรค[3] ซึ่งพรรคพลังชลมีคำขวัญว่า "เทิดทูนสถาบัน ยึดมั่นประชาชน"[4] โดยมีฐานเสียงสำคัญในเขตเลือกตั้งจังหวัดชลบุรี และพื้นที่ภาคตะวันออก
การส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง
พรรคพลังชล ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2554 เป็นครั้งแรก โดยได้รับหมายเลขประจำพรรคคือ หมายเลข 6
นโยบายพรรค
พรรคพลังชล ได้กำหนดนโยบายของพรรค คือ มีส่วนร่วมด้านการเมือง กระจายอำนาจ พัฒนาการเกษตร อุตสาหกรรม-ส่งออก การท่องเที่ยว เศรษฐกิจพอเพียง สถาบันครอบครัว พัฒนาคุรภาพชีวิต บริการสาธารณสุข การอาชีพ ลดความเหลื่อมล้ำของสังคม ปราบปรามยาเสพติด ส่งเสริมคุณภาพครู พัฒนาหลักสูตร พัฒนาระบบโลจิสติกส์ บริหารจัดการทรัพยากรน้ำ พลังงานทดแทน สิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศน์ ความร่วมมือระหว่างประเทศพรรคประชาธรรม
พรรคดำรงไทย
พรรคพลังมวลชน
พรรคประชาธิปัตย์
พรรคประชาธิปัตย์ (อังกฤษ: Democrat Party - DP, ย่อว่า: ปชป.) ก่อตั้งเมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2489 เป็นพรรคการเมืองจดทะเบียนที่เก่าแก่ที่สุดของไทยที่ยังดำเนินการอยู่[2] พรรคมีสมาชิกที่ได้แจ้งต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองไว้ จำนวนประมาณ 2,869,363 คน มีสาขาพรรคจำนวน 190 สาขา[3]| พรรคประชาธิปัตย์ | |
| ผู้นำ | อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ |
|---|---|
| ประธานที่ปรึกษา | ชวน หลีกภัย |
| เลขาธิการ | สุเทพ เทือกสุบรรณ |
| โฆษก | บุรณัชย์ สมุทรักษ์ |
| นโยบาย | ครอบครัวต้องเดินหน้า เพิ่มรายได้และลดรายจ่ายด้วยการมอบเบี้ยยังชีพให้แก่ผู้สูงอายุทุกคน มีไฟฟ้าฟรีให้ผู้ที่ใช้น้อย ตรึงราคาน้ำมันดีเซลและก๊าซหุงต้ม เพิ่มเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา และจัดการปัญหายาเสพติดอย่างเด็ดขาด เศรษฐกิจต้องเดินหน้า ยกระดับความเป็นอยู่ด้วยการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เพิ่มเงินกำไรในการประกันรายได้เกษตรกร ปรับโครงสร้างหนี้นอกระบบ ให้เกษตรกรมีที่ทำกิน และมีบำเหน็จบำนาญให้ประชาชนทุกคน ประเทศต้องเดินหน้า พัฒนาศักยภาพของประเทศด้วยการเร่งจัดกาพลังงานทดแทน สร้าบงเขตเศรษญกิจเพื่อยกระดับสินค้า มีรถไฟความเร็วสูงเชื่อมกรุงเทพฯ และภูมิภาค และจัดหาแหล่งน้ำ[1] |
| คำขวัญ | สจฺจํเว อมตา วาจา (คำสัตย์แลเป็นวาจาไม่ตาย) |
| ก่อตั้ง | 6 เมษายน พ.ศ. 2489 |
| สำนักงานใหญ่ | 67 ถนนเศรษฐศิริ แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร |
| สีของพรรค | สีฟ้า |
ปัจจุบัน พรรคประชาปัตย์เป็นพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2551 โดยมีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน
สัญลักษณ์ของพรรค
- ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนที่สอง ได้บัญญัติชื่อ "พรรคประชาธิปัตย" โดยมีความหมายว่า "ผู้บำเพ็ญประชาธิปไตย" หรือ "ประชาชนผู้ถืออำนาจอธิปไตย" และมีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า Democrat Party โดยหมายจะให้เป็นพรรคของคนจน เช่นเดียวกับพรรคเดโมแครตของสหรัฐอเมริกา โดยก่อนหน้าที่จะใช้ชื่อ "ประชาธิปัตย์" ได้มีกลุ่มบุคคลพยายามจดทะเบียนชื่อพรรคก่อนหน้า ม.ร.ว.เสนีย์ แต่รวบรวมเสียงได้น้อยกว่า จึงจดทะเบียนไม่สำเร็จ[4] เนื่องจากในปีนั้น เพิ่งมีกฎหมายจดทะเบียนพรรคการเมืองอย่างเป็นทางการออกมาเป็นครั้งแรก โดยที่ก่อนหน้านั้น สถานภาพพรรคการเมืองในประเทศไทยยังไม่มีการจดทะเบียนอย่างเป็นทางการ เพียงแต่กฎหมายให้การรับรองไว้เท่านั้น
- สัญลักษณ์ของพรรคเป็นรูปพระแม่ธรณีบีบมวยผม มีฟ่อนข้าวประดับอยู่เป็นขอบ โดยมีความหมายว่า พระแม่ธรณีบีบมวยผม หมายถึง การเอาชนะมารหรือความชั่วร้ายต่าง ๆ ฟ่อนข้าว หมายถึง ความอุดมสมบูรณ์ โดยสัญลักษณ์ดังกล่าวมีที่มาจากการที่พรรคประชาธิปัตย์ได้จัดปราศรัยที่สนามหลวงแล้วฝนเกิดตกลงมา แต่ผู้ที่มาฟังไม่มีใครวิ่งหลบเลย ยังคงนั่งฟังกันต่อ จึงมีผู้ปรารภขึ้นมาว่า น่าจะใช้สัญลักษณ์เกี่ยวกับน้ำ ต่อมานายควงได้จัดรถช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วมที่ภาคเหนือ ที่ข้างรถตู้คันหนึ่งมีสัญลักษณ์รูปพระแม่ธรณีบีบมวยผมติดอยู่ จึงนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์พรรค
- สีประจำพรรค คือ สีฟ้า มีความหมายถึง อุดมการณ์อันบริสุทธิ์
[แก้] ประวัติ
- ดูบทความหลักที่ ประวัติการทำงานของพรรคประชาธิปัตย์
ในช่วงปี พ.ศ. 2489 ที่ประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้าน มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.ร.ต.ถวัลย์ ยาวนานถึง 7 วัน 7 คืนติดต่อกัน รวมถึงการหาเสียงในเดือนสิงหาคมด้วย ในระหว่างนี้พรรคประชาธิปัตย์ถูกเพ่งเล็งจากรัฐบาลโดยกล่าวหาว่าเป็นกบฏ มี ส.ส. ถูกติดตามและถูกลอบยิง และในการหาเสียงก็ถูกปาระเบิดด้วย[4] ต่อมาเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 รัฐบาล พล.ร.ต.ถวัลย์ ถูกนายทหารฝ่ายจอมพล ป. ที่นำโดย พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ ทำรัฐประหารยึดอำนาจ นายควงได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการ และมีการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นเมื่อวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2491 ผลการเลือกตั้งพรรคประชาธิปัตย์ได้คะแนนเสียงมากที่สุดจึงได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลครั้งแรก
หลังจากนั้นพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอีก 6 ครั้งจนถึงปัจจุบัน คือในปี พ.ศ. 2518, 2519 (2 ครั้ง) , 2535, 2540 และ 2551 ได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาล 4 ครั้ง และเป็นพรรคฝ่ายค้านอีกรวม 16 ครั้ง โดยเป็นพรรคที่ได้รับเสียงข้างมากในกรุงเทพมหานครทันที และครองจำนวนที่นั่งในกรุงเทพมหานครจนถึงปี พ.ศ. 2522 ทั้งนี้ ประชาธิปัตย์ยังเป็นพรรคแรกที่หาเสียงด้วยวิธีการปราศรัยด้วย โดยเริ่มใช้ตั้งแต่การเลือกตั้งในเดือนสิงหาคมปี พ.ศ. 2489[4]
ในปี พ.ศ. 2550 พรรคประชาธิปัตย์ได้จัดทำ "โครงการยุทธศาสตร์ประเทศไทย" (Thailand Strategy Project หรือ TSP) ขึ้น โดยมี นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรค เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ เพื่อรวบรวมข้อมูลทางวิชาการใน 19 ยุทธศาสตร์หลัก ใช้เป็นฐานข้อมูลในการพัฒนานโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ และจัดทำเป็นแผนยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศ รวมทั้งเพื่อแลกเปลี่ยนทรรศนะกับชุมชนวิชาการและประชาชนที่สนใจทั่วไป ผ่านทางเว็บไซต์ http://www.thailandstrategy.com/ และเอกสารเผยแพร่ของโครงการ
ในปี พ.ศ. 2551 ภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ มีสถานะเป็น "พรรคฝ่ายค้านพรรคเดียว" เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และผู้นำฝ่ายค้าน ได้ประกาศจัดตั้ง คณะรัฐมนตรีเงา ขึ้นตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาลและนำเสนอแนวทางการบริหารประเทศ ควบคู่ไปกับการบริหารงานของรัฐบาล ตามรูปแบบรัฐบาลเงาในระบบเวสต์มินสเตอร์ของประเทศอังกฤษ ขึ้นเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551[5]
ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลัง พรรคพลังประชาชน ถูกพิพากษายุบพรรคจาก คดียุบพรรคการเมือง พ.ศ. 2551 ทำให้ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เกิดการเปลี่ยนขั้วทางการเมืองทำให้พรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี คนที่ 27 ของประเทศไทย จาก การลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ของสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2551
ผลงานของพรรคประชาธิปัตย์
- จัดตั้ง กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ขึ้นเมื่อวันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2536 ในรัฐบาล นายชวน หลีกภัย (ครม. คณะที่ 50 (23 ก.ย.35 - 13 ก.ค.38))
- จัดทำโครงการขยายถนน 4 ช่องทางจราจรไปทั่วทุกภูมิภาคเป็นครั้งแรก ตามนโยบายหลักของรัฐบาลชวน 1 ที่ขยายถนน 4 ช่องทางจราจรจากกรุงเทพฯ ไปภาคเหนือถึงเชียงราย ไปภาคอีสานถึงหนองคาย ไปภาคตะวันออกถึงตราด และไปภาคใต้ถึงนราธิวาส โครงการเสร็จสิ้นโดยสมบูรณ์และได้ใช้เป็นเส้นทางคมนาคมหลักของประเทศจนถึงปัจจุบัน
- จัดทำโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) สายแรกของประเทศไทยคือ ถนนมอเตอร์เวย์ กรุงเทพฯ-ชลบุรี โดยอนุมัติและเริ่มก่อสร้างในสมัยรัฐบาลชวน 1 เมื่อปี พ.ศ. 2537 และเปิดใช้งานได้เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2541 ในสมัยรัฐบาลชวน 2
- จัดทำ พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 ในรัฐบาล นายชวน หลีกภัย (ครม. คณะที่ 50 (23 ก.ย.35 - 13 ก.ค.38)) ทำให้มีการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบใหม่ ที่เป็นการกระจายอำนาจและงบประมาณสู่ท้องถิ่นทั่วประเทศ คือ “องค์การบริหารส่วนตำบล” หรือ อบต. ต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน
- จัดตั้ง กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) โดย รัฐบาล นายชวน หลีกภัย (ครม. คณะที่ 50 (23 ก.ย.35 - 13 ก.ค.38)) มีมติเห็นชอบในหลักการโครงการจัดตั้งกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2538 และต่อมาได้จัดทำ พระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2541 ขึ้นในรัฐบาลชวน 2 (ครม. คณะที่ 53 (14 พ.ย.40 - 9 พ.ย.43))
- จัดทำ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ในรัฐบาล นายชวน หลีกภัย (ครม. คณะที่ 53 (14 พ.ย.40 - 9 พ.ย.43)) ซึ่งเป็น พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับแรกของไทย ที่มอบสิทธิในการได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปีแก่เยาวชนไทย โดยรัฐจะต้องจัดให้ทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย พระราชบัญญัติดังกล่าวจัดทำจนสำเร็จโดยการกำกับดูแลของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแล สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ในขณะนั้น
- จัดตั้งโรงพยาบาลประจำอำเภอทั่วประเทศ
- คณะกรรมการบริหารพรรคชุดปัจจุบัน
- นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้า
- นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ รองหัวหน้าพรรค
- นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองหัวหน้าพรรค
- นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองหัวหน้าพรรค
- นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค กรุงเทพมหานคร
- นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รองหัวหน้าพรรค ภาคเหนือ
- นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ รองหัวหน้าพรรค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
- นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รองหัวหน้าพรรค ภาคกลาง
- นายวิทยา แก้วภราดัย รองหัวหน้าพรรค ภาคใต้
- นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรค
- นายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ รองเลขาธิการพรรค
- นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู รองเลขาธิการพรรค
- นายธีระ สลักเพชร รองเลขาธิการพรรค
- นางอัญชลี วานิช เทพบุตร เหรัญญิกพรรค
- นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรค
- นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์
- นาย บุญยอด สุขถิ่นไทย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์
- นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ นายทะเบียนสมาชิกพรรค
- นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย กรรมการบริหารพรรค
- นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมการบริหารพรรค
- นายวิรัช ร่มเย็น กรรมการบริหารพรรค
พรรคไทยพอเพียง
พรรครักษ์สันติ
| พรรครักษ์สันติ | |
| ผู้นำ | พลตำรวจโทถวิล สุรเชษฐพงษ์ |
|---|---|
| ประธานที่ปรึกษา | ศ.ร.ต.อ.ดร.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ |
| เลขาธิการ | รศ.พรเพ็ญ เพชรสุขศิริ |
| โฆษก | วิริยะ เตชะรุ่งโรจน์ |
| นโยบาย | เป็นธรรมทั่วไทย ต้านภัยธรรมชาติ วางมาตรการภาษีที่เป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ เพิ่มผลผลิตเกษตรกร เพิ่มความแน่นอนในธุรกิจ ผลผลิตเพียงพอบริโภค ปราศจากโรคภัย ใช้ปัญญาทำการพัฒนา คนชราได้รับการดูแล เป็นสุขแท้สังคมไทยไร้ยาเสพติด สร้างจิตสาธารณะ ลดละการทุจริต ร่วมใจร่วมสปิริตสู่อาเซียน มุ่งพากเพียรอนุรักษ์ความเป็นไทย เชิดชูยกย่องในบรรพชน[1] |
| คำขวัญ | สามัคคี กินดีมีสุข ทุกที่เป็นธรรม นำชาติรุ่งเรือง |
| ก่อตั้ง | 21 เมษายน พ.ศ. 2554 |
| สำนักงานใหญ่ | 14/23 หมู่ที่ 8 ถนนประดิษฐ์มนูธรรม เขตลาดพร้าว กทม 10230 |
| สีของพรรค | สีเขียว |
พรรครักษ์สันติ มีคำขวัญว่า "สามัคคี กินดีมีสุข ทุกที่เป็นธรรม นำชาติรุ่งเรือง" มุ่งดำเนินแนวนโยบายในการเป็นพรรคทางเลือก และเป็นกลางทางการเมือง โดยมีนักการเมือง นักวิชาการ และผู้มีชื่อเสียงเข้าร่วมงานกับพรรค อาทิ ผศ.ดร.นพดล อินนา รศ.ดร.ชรินรัตน์ พุทธปวน วีระชัย ไชยวรรธนะ พันธ์เลิศ ใบหยก พญ.วิวรรณ นิติวรางกูร นพ.ประจวบ อึ๊งภากร พีระพงศ์ สาคริก และ รศ.นงลักษณ์ วัฒนสิงหะ
การส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง
การเลือกตั้ง พ.ศ. 2554 พรรครักษ์สันติได้ส่งผู้สมัครในระบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 64 คน โดยมีหมายเลขประจำพรรคคือ หมายเลข 12[4] โดยมี ศ.ร.ต.อ.ดร.ปุรชัย เปี่ยมสมบูรณ์ เป็นผู้สมัครลำดับที่ 1 ของบัญชีรายชื่อพรรคไทยเป็นสุข
พรรคกิจสังคม
| พรรคกิจสังคม | |
| ผู้นำ | ทองพูล ดีไพร |
|---|---|
| ประธานที่ปรึกษา | สุวิทย์ คุณกิตติ |
| เลขาธิการ | สยมภู เกียรติสยมภู |
| โฆษก | เทวฤทธิ์ นิกรเทศ |
| นโยบาย | พรรคกิจสังคมมีนโยบายที่จะแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน เพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวไทยทุกกลุ่ม พรรคจะดำเนินนโยบายกองทุนหมู่บ้าน ส่งเสริมด้านเกษตรกรรมโดยใช้ชลประทานระบบท่อ ด้านเศรษฐกิจจะส่งเสริมให้เอกชนเป็นผู้นำ และพรรคจะพัฒนาเมืองหลวงโดยการกระจายความเจริญออกสู่เมืองบริวาร[1] |
| ก่อตั้ง | 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2517 |
| สำนักงานใหญ่ | ซอยหมู่บ้าน 99 ตรงข้ามมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรุงเทพมหานคร |
หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ผู้ก่อตั้งพรรค และหัวหน้าพรรคคนแรกให้เหตุผลว่า
การลงเลือกตั้งครั้งแรก พรรคกิจสังคมลงเลือกตั้งครั้งแรกในปี พ.ศ. 2518 ได้ ส.ส.เพียง 18 คน แต่สร้างประวัติศาสตร์ ให้แก่วงการการเมืองไทยทันที ด้วยการสามารถ พลิกกลับเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ แทนที่ พรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้จำนวน ส.ส. สูงสุด โดยอภิปรายตอบโต้นโยบายของ รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ของหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช จนในที่สุดสภามีมติไม่ให้นโยบายของรัฐบาลผ่าน พรรคประชาธิปัตย์ และ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ได้แสดงความรับผิดชอบ ด้วยการไม่ขอรับตำแหน่ง พรรคกิจสังคมโดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช จึงเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาเอง โดยร่วมกับพรรคเล็กพรรคน้อยต่างๆ รวมถึง 22 พรรค จัดตั้งรัฐบาลขึ้นมา นับเป็นรัฐบาลที่มาจากพรรคผสม มากที่สุดในประวัติศาสตร์จนถึงปัจจุบัน โดยมีจุดเด่นเป็นนโยบายสาธารณะต่างๆ เช่น นโยบายเงินผันสู่ชนบท นโยบายให้รถเมล์วิ่งฟรี เป็นต้น
แต่รัฐบาลเสียงผสมหลายพรรค ก็ไม่สามารถไปรอดตลอดฝั่งได้ เพราะประสบปัญหาหลายอย่าง ประจวบกับสถานการณ์การเมืองในประเทศ ในขณะนั้นที่ยังรุ่มร้อน ในที่สุด ก็ต้องยุบสภา มีการเลือกตั้งใหม่ และก็เป็นพรรคประชาธิปัตย์ กลับมาเป็นรัฐบาลอีก แต่ก็อยู่ได้ไม่นาน เนื่องด้วยความร้อนแรง ของสถานการณ์การเมืองขณะนั้นยังไม่หาย จนในที่สุดก็เกิดเป็นเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519
[แก้] กิจกรรมทางการเมือง
หลังจากนั้น ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ก็ยังคงเล่นการเมือง และเป็นหัวหน้าพรรคกิจสังคมต่อไป ได้นำพรรคลงเลือกตั้งอีกหลายครั้ง ในปีการเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2526 พรรคกิจสังคมได้คะแนนเสียงมาเป็นลำดับหนึ่งถึง 96 เสียง แต่หัวหน้าพรรคคือ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช กลับไม่ได้รับเลือกตั้งเสียเองในเขต 2 เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร จึงหันร่วมกับพรรคอื่นเช่น พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย สนับสนุน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2โดยสภาพแล้วพรรคกิจสังคมเป็นพรรคการเมืองขนาดกลางค่อนไปทางเล็ก มีจำนวน ส.ส. ไม่มาก จึงมีบทบาทในการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล หรือฝ่ายค้าน ภายหลังการยุติบทบาททางการเมืองของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช พรรคกิจสังคมก็ได้มี นายมนตรี พงษ์พานิช เป็นหัวหน้าพรรค จากนั้นจึงเป็น นายสุวิทย์ คุณกิตติ อดีตสมาชิกพรรคอีกคนหนึ่ง ที่ยังมีบทบาททางการเมืองคือ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตเลขาธิการพรรค
พรรคกิจสังคมจดทะเบียนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2525 แต่ในระหว่างปี พ.ศ. 2548 - พ.ศ. 2551 พรรคกิจสังคมมิได้มีบทบาททางการเมืองเหมือนแต่ก่อน เพราะสมาชิกคนสำคัญของพรรค ได้ลาออกหรือไปเข้าร่วมกับพรรคอื่น โดยเฉพาะพรรคไทยรักไทย
พรรคกิจสังคม ได้ฉายาจากสื่อมวลชนว่า "พรรคแสบ" (SAP) ซึ่งย่อมาจากชื่อภาษาอังกฤษของพรรค และประกอบกับลีลาการเล่นการเมือง ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่แสบสันต์เป็นที่รู้จักกันดีการกลับมาของบทบาททางการเมือง
พรรคกิจสังคม ได้ถูกรื้อฟื้นอีกครั้ง ในปลายปี พ.ศ. 2551 ภายหลังคดียุบพรรคใหญ่หลายพรรค นายสุวิทย์ คุณกิตติ อดีตหัวหน้าพรรคได้นำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กลับมาฟื้นฟูพรรคอีกครั้ง โดยนายสุวิทย์ดำรงตำแหน่งประธานที่ปรึกษาพรรค[3] และเข้าร่วมฝ่ายรัฐบาลซึ่งสนับสนุน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ย้ายมาสังกัด จำนวน 5 คน คือ
- นายเทวฤทธิ์ นิกรเทศ ส.ส.สัดส่วน จากพรรคพลังประชาชน
- นายสมเจตน์ ลิมปะพันธุ์ ส.ส.สุโขทัย จากพรรคชาติไทย
- นายมนต์ชัย วิวัฒน์ธนาฒย์ ส.ส.พิษณุโลก จากพรรคพลังประชาชน
- นายชยุต ภุมมะกาญจนะ ส.ส.ปราจีนบุรี จากพรรคพลังประชาชน
- นายวารุจ ศิริวัฒน์ ส.ส.อุตรดิตถ์ จากพรรคพลังประชาชน
| พรรคไทยเป็นไท | |
| ผู้นำ | นายพงศ์สุชิน วีระกิธพานิช (รักษาการ) |
|---|---|
| ประธานที่ปรึกษา | นายกุศลหมีเทศริ์ ศรีอารวงศา |
| นโยบาย | เชิดชูสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ให้ดำรงอยู่คู่ชาติไทย ขันอาสาปลดหนี้ให้คนไทยทุกคน ๆละไม่เกิน 5 แสนบาท |
| ก่อตั้ง | 9 ธันวาคม พ.ศ. 2541 |
| สำนักงานใหญ่ | 81/9-10 ม.2 ต.บ้านกร่าง อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย 64170 |
พรรคไทยเป็นไท (Thais is Thai Party - TIP.) เป็นพรรคการเมือง ก่อตั้งเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2541 ในชื่อ พรรคเกษตรมหาชน[1] โดย นายชูชาติ ประธานธรรม (ชื่อเดิม "ปราบสะดา หมีเทศ" หรือ กุศล หมีเทศ หรือ "กุศล หมีเทศทอง" หรือ "ดารัณ หมีเทศ" ) เป็นหัวหน้าพรรค และต่อมาเปลี่ยนชื่อพรรคเป็น พรรคคนขอปลดหนี้ โดยมติที่ประชุมใหญ่ เมื่อวันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2546[2]
เมื่อวันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2549 พรรคคนขอปลดหนี้ได้จัดประชุมใหญ่สามัญครั้งที่ 1/2549 ซึ่งที่ประชุมได้มีมติเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคโดยเปลี่ยนชื่อพรรคเป็น พรรคไทยเป็นไท
ปัจจุบันพรรคไทยเป็นไท มีจำนวนสมาชิกมากกว่า 326,000 คน[3] และมีนายพงศ์สุชิน วีระกิธพานิช รองหัวหน้าพรรคทำหน้าที่รักษาการหัวหน้าพรรค[4]
[แก้] กิจกรรมทางการเมือง
ในการเลือกตั้ง 6 มกราคม พ.ศ. 2544 ได้ส่งผู้สมัคร ส.ส. ทั้งหมด 135 คน ในนามพรรคเกษตรมหาชน แต่ไม่ได้รับเลือกแม้แต่คนเดียว ต่อมาในการเลือกตั้ง 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 ส่งผู้สมัคร ส.ส. ทั่วประเทศ 120 คน ไม่ได้รับเลือกแม้แต่คนเดียว แต่ได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์เป็นอันดับ 4 ได้ร้อยละ 4.7ต่อมาในการเลือกตั้ง 2 เมษายน พ.ศ. 2549 ส่งผู้สมัคร ส.ส. ทั่วประเทศ 113 คน แต่ถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง ตัดสิทธิเหลือ 50 คน ได้รับเลือก 1 คน คือ นายมาโนช เสนาชู เขต 9 จังหวัดนครศรีธรรมราช และในการเลือกตั้งใหม่ 23 เมษายน พ.ศ. 2549 ได้รับเลือก อีก 3 คน ได้แก่
- นางพรจณัฐ ศรีรัตนานันท์ เขต 1 จังหวัดเพชรบุรี
- นายเปลื้อง บุญศรี เขต 3 จังหวัดพัทลุง
- นายอับดุลคอเด เจ๊ะอูเซ็ง เขต 1 จังหวัดนราธิวาส
พรรคภูมิใจไทย
พรรคภูมิใจไทย (ย่อว่า: ภท.) ก่อตั้งเมื่อ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 มี นายพิพัฒน์ พรมวราภรณ์ เป็นหัวหน้าพรรคคนแรก นายมงคล ศรีอ่อน เป็นเลขาธิการพรรคคนแรก และนางวันเพ็ญ ขวัญวงศ์ เป็นโฆษกพรรคคนแรก [2]ในปัจจุบันมี นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล เป็นหัวหน้าพรรค นางพรทิวา นาคาศัย เป็นเลขาธิการพรรค และนายศุภชัย ใจสมุทร เป็นโฆษกพรรค
เปิดตัวพรรค
วันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2552 เวลา 10.30 น. พรรคภูมิใจไทย ได้มีการแถลงข่าวเปิดตัวและแถลงนโยบายที่โรงแรมสยามซิตี้ โดยมีแกนนำ อาทิ นายชวรัตน์ ชาญวีรกุล, นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์, นายโสภณ ซารัมย์, นายศุภชัย ใจสมุทร และนางพรทิวา นาคาศัย
นอกจากนี้ ยังมีอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชน เข้าร่วมงานอย่างคึกคัก อาทิ นายเนวิน ชิดชอบ, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, นายสมศักดิ์ เทพสุทิน, นายสรอรรถ กลิ่นประทุม, นายสุชาติ ตันเจริญ, นายทรงศักดิ์ ทองศรี, นายอนุชา นาคาศัย และนายอนุทิน ชาญวีรกูล นอกจากนี้ยังมีบรรดา ส.ส.กลุ่มเพื่อนเนวิน เปิดตัวเป็นสมาชิกพรรค ทั้งนี้ สัญลักษณ์ของพรรค เป็นรูป แผนที่ประเทศไทย อยู่ตรงกลางหัวใจ 2 สี (สีแดงและสีน้ำเงิน) พร้อมกันนี้ได้เปิดตัวนโยบายพรรค 7 ข้อ โดยให้ความสำคัญกับการเคารพเทิดทูนและยึดมั่นสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์, ต่อต้านการปกครองที่ไม่ใช่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และการดำเนินงานทางการเมืองในลักษณะประชานิยม ภายใต้สโลแกน "ประชานิยม สังคมเป็นสุข" โดยนางพรทิวา กล่าว่า สำหรับการจัดสรรตำแหน่งภายในพรรคนั้น พรรคจะมีการประชุมเลือกผู้บริการพรรคใหม่อีกครั้งภายในเดือนหน้า
สำหรับ ส.ส.กลุ่มเพื่อนเนวิน ที่ย้ายมาอยู่พรรคภูมิใจไทย ได้แก่ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย, นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย, นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม, นายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และนายมานิต นพอมรบดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข
ขณะที่นายบุญจงกล่าวภายหลังการแถลงข่าวเสร็จสิ้น ว่า พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคที่ได้ดำเนินการจดทะเบียนถูกต้องจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งเหตุผลที่ย้านมาสังกัดพรรคนี้เนื่องจากเกิดจากการรวมตัวของเพื่อน ส.ส. มีการประชุมหารือ และเห็นตรงกันในเรื่องแนวคิด นโยบาย ที่บอกว่า “ประชานิยม สังคมมีสุข” จึงได้ร่วมกันตั้งพรรคขึ้น
นายบุญจง กล่าวต่อว่า เวลานี้พรรคภูมิใจไทยมีจำนวน ส.ส.กลุ่มเพื่อนเนวิน 23 คน รวม ส.ส.จากพรรคอื่นอีก 7 คน เป็น 30 คน และมี ส.ส.ที่ยังไม่สังกัดพรรคการเมือง ที่เตรียมจะเข้ามาสังกัดพรรคเพิ่มอีก โดยยืนยันทางพรรคจะไม่ปิดกั้น
อย่างไรก็ตาม นายบุญจง กล่าวอีกด้วยว่า การรวมกันตั้งพรรคครั้งนี้ เป็นการรวมกันเพื่อทำการเมืองให้มีความมั่นคง จำนวน ส.ส.ที่เพิ่ม จะไม่เป็นประเด็นต่อรองตำแหน่ง แต่จะต่อรองในเรื่องนโยบายประชานิยม ผลักดันให้บรรลุผลสำเร็จโดยเร็ว [3]
[แก้] ย้ายที่ทำการพรรค
ต่อมาในวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2552 พรรคภูมิใจไทยได้ทำการย้ายที่ทำการพรรคจากเดิม 134/245 ถนนนนทบุรี ตำบลท่าทราย อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี โดยได้ย้ายไปอยู่อาคารเลขที่ 2159/11 ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร[4][แก้] คณะกรรมการบริหารพรรค
[แก้] ชุดที่ 2 (14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 - ปัจจุบัน)
- นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค
- นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รองหัวหน้าพรรค คนที่ 1
- นายไพโรจน์ สุขสัมฤทธิ์ รองหัวหน้าพรรค คนที่ 2
- นางพรทิวา นาคาศัย เลขาธิการพรรค
- นายเรืองศักดิ์ งามสมภาค รองเลขาธิการพรรค คนที่ 1
- นายสนอง เทพอักษรณรงค์ รองเลขาธิการพรรค คนที่ 2
- นายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ เหรัญญิกพรรค
- นายศุภชัย ใจสมุทร โฆษกพรรค
- นายพิพัฒน์ พรมวราภรณ์ นายทะเบียนพรรค
- นายรังสิกร ทิมาตฤกะ กรรมการบริหารพรรค
- นายพันธพัฒน์ พัฒนะพัฒนา กรรมการบริหารพรรค
- นางนำพร วานิชชัง กรรมการบริหารพรรค[5]
[แก้] ชุดที่ 1 (5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 - 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552)
- นายพิพัฒน์ พรมวราภรณ์ หัวหน้าพรรค
- นายนรวุฒิ นามเดช รองหัวหน้าพรรค
- นายมงคล ศรีอ่อน เลขาธิการพรรค
- นายบัวลอย ฉิมมารักษ์ รองเลขาธิการพรรค
- นางศรีวัง เสือทอน เหรัญญิกพรรค
- นางวันเพ็ญ ขวัญวงศ์ โฆษกพรรค
- นายฉัตรภูมิ อำนาจเหนือ นายทะเบียนพรรค
- นายไกรศร ชูเที่ยง กรรมการบริหารพรรค
- นางสาวสุริยาพร โพธิ์ศรี กรรมการบริหารพรรค
[แก้] ชื่อและสัญลักษณ์ของพรรค
ชื่อ “พรรคภูมิใจไทย” หมายถึง การดำเนินงานทางการเมืองที่ยึดมั่นใจวิถีความเป็นไทยภาพประเทศไทยบนรูปหัวใจ หมายถึง การสื่อถึง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ คนไทยทั้งชาติอันมีหัวใจดวงเดียวกัน อยู่ร่วมกันบนผืนแผ่นดินเดียวกัน ภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
[แก้] ประวัติการทำงานในรัฐสภา
| ครั้งที่ | การเลือกตั้ง | จำนวน ส.ส. | สถานภาพพรรค | นายกรัฐมนตรี | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|---|---|
| 1. | - | 32 คน | ร่วมรัฐบาล | นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ | ย้ายมาจากพรรคพลังประชาชนและ พรรคมัชฌิมาธิปไตย 31 คน ได้รับเลือกตั้งซ่อม 1 คน |
พรรคแทนคุณแผ่นดิน
| พรรคแทนคุณแผ่นดิน | |
| ผู้นำ | วิชัย ศิรินคร |
|---|---|
| เลขาธิการ | บุญธร อุปนันท์ |
| โฆษก | ธนะเทพ สังเกิด |
| นโยบาย | - สร้างรางรถไฟคู่ขนาน จำนวน 3 สาย ให้แล้วเสร็จภายใน 15 ปี (หนองคาย, อุบลราชธานี, เชียงใหม่) - สนับสนุนกองทุนกู้ยืมกองทัพแรงงานไทยอีสาน ไปทำงานในต่างประเทศ กว่าห้าแสนคนไปทำงานก่อนแล้วผ่อนให้รัฐทีหลัง |
| คำขวัญ | ประโยชน์สุขของประชาชน คือ นโยบายสูงสุด |
| ก่อตั้ง | 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 |
| สำนักงานใหญ่ | 16 ซอยลาซาน 42 เขตบางนา กรุงเทพ 10260 |
เดิมจะใช้ชื่อว่า พรรคแทนคุณแผ่นดินอีสาน[2] เนื่องจากมีเป้าหมายจะเป็นพรรคที่มีบทบาทในพื้นที่ภาคอีสานโดยเฉพาะ แต่ต่อมาได้ยุบเลิกไป[3] และจัดตั้ง พรรคแทนคุณแผ่นดิน ขึ้นมาใหม่ โดยมี ดร.มานะ มหาสุวีระชัย อดีต ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคพลังธรรมและพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นหัวหน้าพรรค
พรรคแทนคุณแผ่นดิน มีสมาชิกจำนวนกว่า 6,174 คน สาขาจำนวน 5 สาขา มีสำนักงานตั้งอยู่เลขที่ 16 ซอยลาซาน 42 เขตบางนา กรุงเทพ โดยมีนายวิชัย ศิรินคร เป็นหัวหน้าพรรค
นโยบายเร่งด่วน
พรรคแทนคุณแผ่นดิน มีนโยบายเร่งด่วน 2 ประการ คือ- สร้างรางรถไฟคู่ขนาน จำนวน 3 สาย ให้แล้วเสร็จภายใน 15 ปี
- สายที่ 1 ดอนเมือง - หนองคาย (ปี 2551 - 2555)
- สายที่ 2 ดอนเมือง - อุบลราชธานี (ปี 2556 - 2560)
- สายที่ 3 ดอนเมือง - เชียงใหม่ (ปี 2561 - 2565)
- สนับสนุนกองทุนกู้ยืมกองทัพแรงงานไทยอีสาน ไปทำงานในต่างประเทศ กว่าห้าแสนคนไปทำงานก่อนแล้วผ่อนให้รัฐทีหลัง
การส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง
ในการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. กรุงเทพมหานคร เขต 6 พรรคแทนคุณแผ่นดิน ได้ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง คือ นายชูชาติ พิมพ์กา หมายเลข 5 แต่ไม่ได้รับการเลือกตั้ง ได้คะแนน 378 คะแนน เป็นลำดับที่ 6ต่อมาในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2554 ได้ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง โดยมีหมายเลขประจำพรรค คือ หมายเลข 17 ในส่วนของระบบบัญชีรายชื่อส่งผู้สมัคร จำนวน 32 คน โดยมีผู้สมัครลำดับที่ 1 คือ นายแพทย์ แวมาฮาดี แวดาโอะ อดีต ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน[6]
พรรคเพื่อฟ้าดิน
พรรคเครือข่ายชาวนาแห่งประเทศไทย
| พรรคเครือข่ายชาวนาแห่งประเทศไทย | |
| ผู้นำ | นายโชติ บุญจริง |
|---|---|
| เลขาธิการ | นายวิเชียร ควรเอี่ยม |
| โฆษก | นางประภาพรรณ ทับทิมถาวร |
| ก่อตั้ง | 20 มิถุนายน พ.ศ. 2549 |
| สำนักงานใหญ่ | 104 ซอยรณชัย 2 ถนนเศรษฐศิริ แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร 10400 โทรศัพท์ 0-2617-1495 โทรสาร 0-2279-1329 |
เป็นพรรคที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ในช่วงที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยชุมนุมขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยเปลี่ยนสถานะจากเครือข่ายหนี้สินชาวนาแห่งประเทศไทย ที่เข้าร่วมชุมนุมในครั้งนี้ด้วย โดยมีเจตนารมย์จะเป็นพรรคการเมืองภาคประชาชน มุ่งเน้นนโยบายไปที่เกษตรกรและชั้นชนใช้แรงงานในสังคม
[แก้] นโยบาย
พรรคเครือข่ายชาวนาแห่งประเทศไทย มีแนวนโยบายหลัก 7 ด้าน คือ[2]- พัฒนาประชาธิปไตยทางตรง
- สร้างความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจ ขจัดความเหลื่อมล้ำทางสังคม
- อุตสาหกรรมสะอาด
- คุณภาพชีวิต การเข้าถึงโอกาส และความเท่าเทียม
- รัฐต้องรับผิดชอบต่อประชาชนตั้งแต่ครรภ์มารดา สู่เชิงตะกอน
- ปฏิวัติสีเขียว
- ผู้ก่อมลพิษ ต้องเป็นผู้จ่าย
[แก้การส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.
ในการเลือกตั้งในปลายปี พ.ศ. 2550 พรรคเครือข่ายชาวนาแห่งประเทศไทย ได้สร้างความฮือฮาเมื่อนำกลุ่มผู้สนับสนุนจำนวนมากไปในเช้าวันรับสมัคร ส.ส. แบบสัดส่วนที่สนามกีฬาไทยญี่ปุ่น-ดินแดง เพราะเป็นพรรคที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก จึงไม่ได้รับเลือกตั้งมาเลยแม้แต่ที่นั่งเดียวต่อมาในการเลือกตั้งในปลายปี พ.ศ. 2554 ได้ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 30 คน โดยมีหมายเลขประจำพรรคคือหมายเลข 19[3]
พรรคการเมืองใหม่
| ผู้นำ | นายสมศักดิ์ โกศัยสุข |
|---|---|
| เลขาธิการ | นายสุริยะใส กตะศิลา |
| โฆษก | นายสำราญ รอดเพชร |
| คำขวัญ | ซื่อสัตย์ เสียสละ กล้าหาญ ทำงานเป็น |
| ก่อตั้ง | 25 มิถุนายน พ.ศ. 2552 |
| สำนักงานใหญ่ | 457 ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศน์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 |
| สีของพรรค | สีเหลืองและสีเขียว |
ปัจจุบัน มีนายสมศักดิ์ โกศัยสุข เป็นหัวหน้าพรรค หลังจากการลาออกไปของนายสนธิ ลิ้มทองกุล[1]
สีประจำพรรค คือ สีเหลือง หมายถึงการเชิดชูประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และสีเขียวหมายถึงการเมืองสะอาดปลอดมลพิษ
คณะกรรมการบริหารพรรค
ชุดแรก
- นายสมศักดิ์ โกศัยสุข หัวหน้าพรรค (สิ้นสุดเมื่อ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2552)
- นางภินันทน์ โชติรสเศรณ์ รองหัวหน้าพรรค
- นายสมศักดิ์ อิสมันยี รองหัวหน้าพรรค
- นายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการพรรค
- นายพิชิต ไชยมงคล รองเลขาธิการพรรค
- นางภาณุมาศ พรหมสูตร นายทะเบียนสมาชิกพรรค
- พล.ร.ท.ประทีป ชื่นอารมณ์ โฆษกพรรค
- นางลักขณา ดิษยะศริน กรรมการและเหรัญญิกพรรค
- นายสุทธิ อัชฌาศัย กรรมการบริหารพรรค
- นางชญาบุญ เพชรพรหม กรรมการบริหารพรรค
- น.ส.นิตายา กุระคาน กรรมการบริหารพรรค
- น.ส.อาภารัตน์ ชาติชุติกำจร กรรมการบริหารพรรค
- น.ส.ฉัตรกุล คำมีอ่อน กรรมการบริหารพรรค
- น.ส.จีรนันท์ อินทร์สุริวงศ์ กรรมการบริหารพรรค
- นายบรรจง นะแส กรรมการบริหารพรรค
- นางชญาดา ศริญญามาศ กรรมการบริหารพรรค
- นายวิลิต เตชะไพบูลย์ กรรมการบริหารพรรค
- นายสมศักดิ์ อิสมันยี กรรมการบริหารพรรค
- นางเสาวนีย์ รุ่งช่วง กรรมการบริหารพรรค
- น.ส.พรชุลี คงขวัญ กรรมการบริหารพรรค
- นางเพลินพิศ ทองวล กรรมการบริหารพรรค
- นางเสน่ห์ หงส์ทอง กรรมการบริหารพรรค
- นางกาญจนา กาญจนเสวี กรรมการบริหารพรรค
- จากการเลือกของหัวหน้าพรรคจำนวนกึ่งหนึ่งของคณะกรรมการบริหารพรรคทั้งหมด
- นายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นหัวหน้าพรรค (ลาออกเมื่อ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2553)
- นายสมศักดิ์ โกศัยสุข เป็นรองหัวหน้าพรรค
- นายสุริยะใส กตะศิลา เป็นเลขาธิการพรรค
- พล.ร.ท.ประทีป ชื่นอารมณ์ เป็นเหรัญญิกพรรค
- นายบรรจง นะแส เป็นกรรมการบริหารพรรค
- นายประพันธ์ คูณมี เป็นกรรมการบริหารพรรค
- นายสุทธิ อัฌชาศัย เป็นกรรมการบริหารพรรค
- นายชาลี ลอยสูง เป็นกรรมการบริหารพรรค
- นายชุมพล สังข์ทอง เป็นนายทะเบียนพรรค
- นางสาวอาภารัตน์ ชาติชุติกำจร เป็นกรรมการบริหารพรรค
- นายสำราญ รอดเพชร เป็นโฆษกพรรค
- นายศรัณยู วงศ์กระจ่าง เป็นรองเลขาธิการพรรค
- นางกิมอัง พงษ์นารายณ์ เป็นกรรมการบริหารพรรค
- จากการเลือกตั้งจากสมาชิก 2,300 คนโดยเรียงจากคะแนนผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งจากมากที่สุด
- นางสาวอัญชะลี ไพรีรัก แนวร่วมพันธมิตรฯ
- พล.ต.ท.สมเกียรติ พ่วงทรัพย์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล
- นายเทิดภูมิ ใจดี อดีตผู้นำแรงงาน
- พลเอกกิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ อดีตผู้ช่วยหัวหน้านายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อดีตนายทหารราชองครักษ์เวร
- นางลักขณา ดิษยะศริน ตะเวทิกุล ผู้จัดการโรงเรียนนานาชาติดิอเมริกันสกูลออฟแบงค็อก
- นางเสน่ห์ หงษ์ทอง ผู้ประสานงานสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.)
- นายอมรเทพ อมรรัตนานนท์ อดีตเลขาธิการศูนย์กลางนักเรียนนักศึกษาปี 2519
- นายพิชิต ไชยมงคล รักษาการรองเลขาธิการพรรค
- นายธัญญา ชุนชฎาธาร นักวิชาการ นักเขียน
- นางทัศนีย์ บุญประสิทธิ์ แกนนำพันธมิตรฯ อุบลราชธานี
- นายสราวุธ นิยมทรัพย์ แกนนำพันธมิตรนครปฐม
- นายรังษี ศุภชัยสาคร แกนนำเครือข่ายพันธมิตรอุดรธานี
ที่ประชุมใหญ่วิสามัญพรรคการเมืองใหม่ ครั้งที่ 1/2553 เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2553 ได้เลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ จำนวน 25 คน ประกอบด้วย[5]
- นายสมศักดิ์ โกศัยสุข หัวหน้าพรรค
- นายพิเชฐ พัฒนโชติ รองหัวหน้าพรรค (ลาออก 28 เมษายน พ.ศ. 2554)[6]
- นางภินันทน์ โชติรสเศรณี รองหัวหน้าพรรค
- นายเทิดภูมิ ใจดี รองหัวหน้าพรรค
- นายสำราญ รอดเพชร รองหัวหน้าพรรค และ โฆษกพรรค
- นายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการพรรค
- นายศรัณยู วงษ์กระจ่าง รองเลขาธิการพรรค
- นางสาวสุวันนี ไวศรีแสง เหรัญญิกพรรค
- นางสาวเสน่ห์ หงษ์ทอง นายทะเบียนสมาชิกพรรค
- นางกิมอัง พงษ์นารายณ์ กรรมการบริหารพรรค
- นายบรรจง นะแส กรรมการบริหารพรรค
- นายอัศวัชร์ อภัยวงศ์ กรรมการบริหารพรรค
- นายสมบัติ เบญจศิริมงคล กรรมการบริหารพรรค
- พลเอก กิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ กรรมการบริหารพรรค (ลาออก 14 กันยายน พ.ศ. 2553)
- นางทัศนีย์ บุญประสิทธิ์ กรรมการบริหารพรรค
- นายประเสริฐ เลิศยะโส กรรมการบริหารพรรค
- พันเอกไพโรจน์ นิยมพันธุ์ กรรมการบริหารพรรค
- นายพิชิต ไชยมงคล กรรมการบริหารพรรค
- นางสาวอาภารัตน์ ชาติชุติกำจร กรรมการบริหารพรรค
- นายทศพล แก้วทิมา กรรมการบริหารพรรค
- นายรังษี ศุภชัยสาคร กรรมการบริหารพรรค
- นางสาวนิตยา กุระคาน กรรมการบริหารพรรค
- นายณัฐดิษฐ์ นันท์วิมลวุฒิ กรรมการบริหารพรรค
- นายรัชต์ชยุตม์ ศิรโยธินภักดี กรรมการบริหารพรรค
- นายสราวุธ นิยมทรัพย์ กรรมการบริหารพรรค
สัญลักษณ์ของพรรค
สัญลักษณ์ของพรรคการเมืองใหม่นั้น ออกแบบโดย จิราวุฒิ นิลกำแหง ซึ่งเป็นนักออกแบบของสถานีโทรทัศน์ ASTV ในเครือผู้จัดการอยู่แล้ว โดยใช้สัญลักษณ์ของทางกลุ่มพันธมิตรฯเป็นหลัก ที่เป็นรูปแขนที่คล้องเกี่ยวกัน โดยเปลี่ยนมาเป็นสวัสติกะในลักษณะเวียนขวา ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่ใช้มาตั้งแต่โบราณ และมีรูปหัวใจ 4 ดวงอยู่ตรงกลาง หมายถึง ความโชคดี กล่าวคือ ตามความเชื่อของชาวยุโรปนั้น ใบโคลเวอร์ (Clover Leaf) ที่ใบไม้มีลักษณะคล้ายรูปหัวใจนั้นจะมี 3 ใบ แต่หากใครพบใบโคลเวอร์ที่มีกลีบใบ 4 ใบ หรือใบโคลเวอร์ 4 แฉก นับเป็นนิมิตรมงคล[7]แต่ก็ได้รับการวิจารณ์จากผู้คนจำนวนหนึ่งว่าดูคล้ายกับสัญลักษณ์ของพรรคนาซี ของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำเผด็จการทหารของเยอรมนีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
การส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งและการถอนตัว
ในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2553 ที่ประชุมของพรรคการเมืองใหม่ ได้มีมติส่ง พล.อ.กิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ในเขต 6 กรุงเทพมหานคร (เขตบึงกุ่ม, เขตคลองสามวา, เขตคันนายาว, เขตหนองจอก ) ในการเลือกตั้งแทนที่ นายทิวา เงินยวง ส.ส.เก่าของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ถึงแก่กรรมไป ซึ่งนับว่าเป็นครั้งแรกที่ทางพรรคได้ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง[10]แต่ทว่าในวันรุ่งขึ้น พล.อ.กิตติศักดิ์ ได้ประกาศถอนตัว เนื่องจากอ้างว่า สำรวจคะแนนเสียงแล้วไม่ดี และไม่ต้องการแข่งกับผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย คือ นายก่อแก้ว พิกุลทอง เนื่องจากเป็นผู้ก่อการร้ายจากเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง พ.ศ. 2553 ที่ผ่านมา ซึ่งเรื่องนี้ได้ก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ต่อมามากมาย[11]
นอกจากนี้แล้วการเลือกตั้งซ่อมในเขต 1 จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ปีเดียวกัน แทนที่ นายชุมพล กาญจนะ ที่ถูกเพิกถอนคุณสมบัติการเป็น ส.ส.ไป พรรคการเมืองใหม่ในตอนแรกก็มีท่าทีว่าจะส่ง นายชาญชัย ช่วยจันทร์ ลงเลือกตั้ง[12] แต่ท้ายที่สุดก็มีมติว่าไม่ส่ง[13]
การลงสมัครรับเลือกตั้ง สก. และ สข.กรุงเทพมหานคร
พรรคการเมืองใหม่ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งครั้งแรก คือ การเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) และสมาชิกสภาเขต (ส.ข.) ของกรุงเทพมหานคร ในวันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2553 โดยส่งผู้สมัคร ส.ก.ลงทั้งหมด 40 เขต จาก 61 เขตเลือกตั้ง และ ผู้สมัคร ส.ข. 22 เขตเลือกตั้ง จำนวน 150 คน โดยหาเสียงใช้สโลแกนว่า "กรุงเทพฯ ทราบแล้วเปลี่ยน" และรณรงค์ให้เลือกพรรคของตนเพื่อเข้าไปตรวจสอบการทุจริตในกรุงเทพมหานคร[14]ซึ่งในการประเมินตามผลการสำรวจความคิดเห็น พบว่า พรรคการเมืองใหม่น่าจะได้ 1 ที่นั่งจากเขตคลองสาน[15] ซึ่งเป็นผู้สมัครที่เป็น ส.ก.เดิมที่ย้ายมาจากพรรคประชาธิปัตย์[16] แต่เมื่อผลการเลือกตั้งออกมาจริง ๆ แล้ว พรรคการเมืองใหม่ไม่ได้รับการเลือกตั้งเลยแม้สักที่เดียว ไม่ว่าจะเป็น ส.ก. หรือ ส.ข.[17]
ความขัดแย้งกับกลุ่มพันธมิตรฯ
ในปลายเดือนเมษายน พ.ศ. 2554 ได้มีความขัดแย้งระหว่างทางกลุ่มพันธมิตรฯซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งพรรคกับทางสมาชิกและกรรมการบริหารพรรคเกิดขึ้น ถึงเรื่องการส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งในการเลือกตั้ง ปี พ.ศ. 2554 ซึ่งทางกลุ่มพันธมิตรฯมีมติให้โหวตโนในการเลือกตั้งครั้งนี้ คือ ให้กาช่องไม่ประสงค์ลงคะแนนให้ใครในบัตรลงคะแนน เรื่องนี้ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างกลุ่มพันธมิตรฯกับสมาชิกและกรรมการบริหารพรรค ต่อมา นายสมศักดิ์ หัวหน้าพรรค และนายสาวิทย์ แก้วหวาน ได้ทำตามมติของสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ให้ถอนตัวจากการเป็นแกนนำของพันธมิตรฯ[18] และนายพิเชฐ พัฒนโชติ รองหัวหน้าพรรคก็ได้ลาออกจากพรรคเช่นเดียวกัน[19] ต่อมาทางพรรคได้จัดการประชุมกรรมการบริหารพรรค ได้มีกลุ่มผู้ชุมนุมของพันธมิตรฯได้บุกเข้าไปถึงที่ทำการพรรคเพื่อกดดันมิให้พรรคมีมติส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง จนเกือบเป็นการปะทะกัน [20][21] ซึ่งต่อมาในเรื่องนี้ทำให้ นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตหัวหน้าพรรคและแกนนำพันธมิตรฯรุ่นที่ 1 ได้โจมตีนายสมศักดิ์อย่างรุนแรง[22] และได้ประกาศให้สมาชิกพรรคยึดพรรคคืนกลับ ซึ่งทางนายสมศักดิ์ก็ได้โต้กลับมาเช่นเดียวกัน[23] ต่อมาทางกลุ่มพันธมิตรฯได้มีการลงรายชื่อเพื่อถอดถอนนายสมศักดิ์ออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค แต่ทางนายสมศักดิ์ได้ยืนยันว่าจะส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง[24] พร้อมกับได้มีการโต้กันไปโต้กันมาถึงเรื่องเงินบริจาคด้วยพรรคชาติไทยพัฒนา
| พรรคชาติไทยพัฒนา | |
| ผู้นำ | ชุมพล ศิลปอาชา |
|---|---|
| ประธานที่ปรึกษา | พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ |
| เลขาธิการ | พันธุ์เทพ สุลีสถิร |
| โฆษก | วัชระ กรรณิการ์ |
| คำขวัญ | พรรคชาติไทยพัฒนา เพื่อพัฒนาชาติไทย |
| ก่อตั้ง | 18 เมษายน พ.ศ. 2551 |
| สำนักงานใหญ่ | เลขที่ 33/157 หมู่ที่ 11 แขวงแสนแสบ เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร |
| สภาผู้แทนราษฎร | 25 / 475 |
ประวัติ
พรรคชาติไทยพัฒนา เป็นพรรคการเมืองที่รองรับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากพรรคชาติไทย ซึ่งถูกตัดสินยุบพรรคเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ซึ่ง ณ เวลานั้น เหลือ ส.ส. ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ 13 คน จึงย้ายมาสังกัดพรรคชาติไทยพัฒนาทั้งหมด ต่อมาในการเลือกตั้งซ่อมเมื่อวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2552 พรรคชาติไทยพัฒนาได้รับเลือกตั้ง 10 คน และปลายเดือนมกราคม ปีเดียวกัน มีสมาชิกจากอดีตพรรคมัชฌิมาธิปไตย ย้ายเข้าพรรคชาติไทยพัฒนา 2 คน รวมทั้งหมด 25 คน[3]
กรรมการบริหารพรรค
ชุดที่ 2 (24 มกราคม พ.ศ. 2552 - ปัจจุบัน)
- ชุมพล ศิลปอาชา หัวหน้าพรรค
- กฤต รัตนคามินี รองหัวหน้าพรรค
- ปรีชา จั่นเพชร เลขาธิการพรรค (ลาออก 12 กุมภาพันธ์ 2553)
- พันธุ์เทพ สุลีสถิร เลขาธิการพรรค (แต่งตั้งเพิ่มเติม 5 มีนาคม 2553) [4]
- ถาวร จำปาเงิน รองเลขาธิการพรรค
- วัชระ กรรณิการ์ โฆษกพรรค
- พวงรัตน์ ชัยบุตร เหรัญญิกพรรค
- อรรฆชัย ตระการศาสตร์ นายทะเบียนสมาชิกพรรค (ลาออก 12 กุมภาพันธ์ 2553)
- คณาพจน์ อมดวง นายทะเบียนสมาชิกพรรค (แต่งตั้งเพิ่มเติม 5 มีนาคม 2553)
- ประสาร เรืองสุขอุดม กรรมการบริหารพรรค
- สุรชัย ทิณเกิด กรรมการบริหารพรรค
ชุดที่ 1 (18 เมษายน พ.ศ. 2551 - 24 มกราคม พ.ศ. 2552)
- นายกฤต รัตนคามินี หัวหน้าพรรค
- นายมานะ อนันตธนวิทย์ รองหัวหน้าพรรค
- นายบรรหาร มณีลาภ เลขาธิการพรรค
- นายชำนาญ ผ่องสุวรรณ รองเลขาธิการพรรค
- นางสาวนฤมล ล้อมเขตร โฆษกพรรค
- นางสาวอัจฉรา หมื่นรักษ์ เหรัญญิกพรรค
- นางสาวมลฤดี มืดมาก นายทะเบียนสมาชิกพรรค
- นางสาวบงกช อันตรเสน กรรมการบริหารพรรค
- นายชยุตม์ ชุมไชโย กรรมการบริหารพรรค
ประวัติการทำงานในรัฐสภา
| ครั้งที่ | การเลือกตั้ง | จำนวน ส.ส. | สถานภาพพรรค | นายกรัฐมนตรี | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|---|---|
| 1. | - | 25 คน | ร่วมรัฐบาล | นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ | ย้ายมาจากพรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตย 15 คน ได้รับเลือกตั้งซ่อม 10 คน |
พรรคเสรีนิยม
พรรคชาติสามัคคี
พรรคบำรุงเมือง
พรรคกสิกรไทย
พรรคมาตุภูมิ (อังกฤษ: Matubhum Party) ก่อตั้งขึ้นในวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 เดิมชื่อพรรคราษฎร และเปลี่ยนชื่อเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 [2] ในระยะแรกพรรคราษฎร ยังไม่มีบทบาททางการเมือง เนื่องจากไม่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสังกัด
ต่อมากิจการของพรรคมาตุภูมิ ได้ถูกรื้อฟื้นอีกครั้ง ในปลายปี พ.ศ. 2551 ภายหลังคดียุบพรรคใหญ่หลายพรรค นายมั่น พัธโนทัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร พร้อมด้วยสมาชิก ส.ส.กลุ่มวาดะห์ และกลุ่มปากน้ำของนายวัฒนา อัศวเหม ย้ายเข้ามาสังกัดพรรค[3]
นอกจากนี้แล้ว พรรคมาตุภูมิ ยังมีบทบาทเพิ่มขึ้นอีกครั้งเมื่อมีข่าวว่ามีการเชิญ พลเอกสนธิ บุญยรัตนกลิน เป็นประธานพรรค[4] และรับตำแหน่งหัวหน้าพรรคในเวลาต่อมา
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น